RS ลดเป้ารายได้-กำไรปีนี้ เดินหน้าทุ่มลงทุน 2 พันลบ.-ขึ้นค่าโฆษณาดันปีหน้าโต

บมจ.อาร์เอส(RS)ปรับเป้ารายได้ปี 58 ลงเหลือ 3.8 พันล้านบาท จากเดิมคาดไว้ที่ 4 พันล้านบาท โดยเชื่อว่าจะทำรายได้ต่ำกว่าปีที่แล้ว เช่นเดียวกับกำไรสุทธิ เนื่องจากได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว แต่เตรียมแผนลงทุนครั้งใหญ่กว่า 2 พันล้านบาทในปี 59 สูงสุดตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท ลุยพัฒนาคอนเท้นท์ ไอที และจัดกิจกรรมการตลาด ดันเรทติ้งทุกช่องทีวี พร้อมเตรียมปรับขึ้นค่าโฆษณาทุกช่วงเวลาไม่ต่ำกว่า 50% หวังรับอานิสงส์มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ ผลักดันรายได้รวมในปีหน้ากลับมาเติบโตได้


นางพรพรรณ เตชรุ่งชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ RS กล่าวว่า ผลประกอบการในปีนี้ยอมรับว่าจะไม่เป็นไปตามเป้าหมาย บริษัทจึงปรับลดเป้ารายได้ปีนี้ลงมาเหลือ 3.8 พันล้านบาท จากเดิมที่ 4 พันล้านบาท ทำให้รายได้ปีนี้ยังต่ำกว่าปีก่อนที่ทำได้ 4.33 พันล้านบาท เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวส่งผลกระทบต่อเม็ดเงินโฆษณาของผู้ผลิตสินค้าและบริการต่างๆ ที่ปรับลดลง จึงกระทบรายได้ของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ และแนวโน้มกำไรสุทธิในปีนี้อาจจะต่ำกว่าปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 370.96 ล้านบาท

แต่ในปี 59 บริษัทคาดว่ารายได้จะกลับมาเติบโตได้ เนื่องจากบริษัทมีแผนทุ่มงบลงทุนสูงถึง 2 พันล้านบาท ซึ่งเป็นมูลค่าสูงสุดตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท โดยจะแบ่งการลงทุนออกเป็น 3 ส่วน คือ สำหรับผลิตละครใหม่ไม่ต่ำกว่า 30 เรื่อง ประมาณ 1 พันล้านบาท ลงทุนผลิตรายการวาไรตี้, รายการกีฬา และรายการข่าว 800 ล้านบาท ขณะที่ลงทุนพัฒนาไอทีและการโฆษณาและสร้างการจดจำสถานีในกลุ่มของอาร์เอส 200 ล้านบาท

ปัจจุบันธุรกิจสื่อทีวีเป็นธุรกิจหลักที่ใหญ่ที่สุด ทำให้บริษัทเน้นการลงทุนมากที่สุด โดยน้ำหนักการลงทุนจะอยู่ไนช่อง 8 ถึง 70% ตามด้วยช่อง 2 ช่องสบายดีทีวี ช่องเพลินทีวี และช่องเพลินแชนเนล นอกจากนี้ บริษัทจะสร้างการรับรู้ในการจัดเรียงหมายเลขช่องใหม่ให้ทราบโดยทั่วกันด้วย

ทั้งนี้ บริษัทคาดหวังการลงทุนในครั้งนี้ที่จะเกิดขึ้นไนปี 59 จะช่วยผลักดันให้เรตติ้งทีวีทุกช่องในมือเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถปรับราคาค่าโฆษณาขึ้นอย่างต่ำ 50% ในทุกช่วงเวลา หลังจากที่ตั้งแต่ต้นปี 58 ที่ผ่านมาทุกช่องของอาร์เอสเติบโตได้ดีและมีเรตติ้งที่ดี โดยเฉพาะช่อง 8 ที่เรตติ้งเติบเกือบเท่าตัวไนปี 58 และส่งผลให้การปรับขึ้นค่าโฆษณาในปีหน้าได้ตามเป้าหมายอย่างต่ำ 50% ทำให้อัตราค่าโฆษณาเฉลี่ยของทุกช่องในปี 59 จะอยู่ที่ 50,000-320,000 บาท/นาที จากปีนี้ 50,000-200,000 บาท/นาที

"การปรับเพิ่มค่าโฆษณาอย่างต่ำ 50% ในปีหน้าเราคาดว่าจะปรับเพิ่มตั้งแต่เดือนมกราคมปีหน้าเป็นต้นไป ตอนนี้อยู่ระหว่างการทำแผนเสนอลูกค้าอยู่ การปรับเพิ่มค่าโฆษณาก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้รายได้ในปีหน้าของเราเติบโตขึ้นด้วย นอกจากนี้เรายังตั้งเป้าสัดส่วนลูกค้า Long Term เพิ่มขึ้นเป็น 50% ในปีหน้า จากปีนี้ 20% เพื่อทำให้มีรายได้ที่แน่นอนเข้ามา และสดความเสี่ยง ส่วนการปรับผังในปีหน้าคงปรับไม่บ่อยทุเดือนเหมือนปีนี้ อาจพิจารณาปรับเป็นไตรมาสละครั้งตามความเหมาะสม"นางพรพรรณ กล่าว

นางพรพรรณ กล่าวว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมสื่อทีวีในปี 59 บริษัทมองว่าจะเติบโตได้เล็กน้อย ได้รับอานิสงค์จากภาครัฐที่เร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณ ประกอบกับมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงน่าจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการหมุนเวียนของเงินภายในประเทศได้ และส่งผลดีต่อเจ้าของสินค้ากล้าใช้จ่ายงบโฆษณามากขึ้นตามไปด้วย เชื่อว่าจะเห็นราคาค่าโฆษณาปรับตัวสูงขึ้นบ้างจากที่ปี 58 หดตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน หรืออย่างดีที่สุดก็แค่เสมอตัว จากผลกระทบจากเศรษฐกิจชะลอตัว

บริษัทตั้งเป้าหมายอันดับเรตติ้งของช่อง 8 ในปีหน้าขึ้นไปสู่อันดับ 3 ของช่องทีวีดิจิตอล จากปัจจุบันอยู่ที่อันดับ 4 จากการทุ่มลงทุนครั้งใหญ่ โดยปัจจุบันสัดส่วนรายได้ของช่อง 8 มีสัดส่วนเป็น 60% ของรายได้ธุรกิจทีวีทั้งหมด ช่อง 2 มีรายได้อยู่ที่ 20% ช่องสบายดี 15% และช่องเพลินทีวี 5% โดยสัดส่วนรายได้ของธุรกิจสื่อทีวีอยู่ที่ 70% และหากรวมธุรกิจสื่อทั้งหมด (ทีวีและวิทยุ) จะคิดเป็นสัดส่วนรายได้อยู่ที่ 80% ของรายได้ทั้งหมด

สำหรับกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.)ยังค้างจ่ายค่าชดเชยลิขสิทธิ์การถ่ายสดบอลโลก (FIFA WORLD CUP 2014) อยู่อีก 30 ล้านบาทนั้น บริษัทได้ทวงถามไปแล้ว แต่ยังไม่ได้รับคำชี้แจงกลับมา ดังนั้น บริษัทจึงเตรียมฟ้องร้องเพื่อเรียกเงินส่วนที่เหลือ ซึ่งก่อนหน้านี้บริษัทได้ตั้งสำรองในส่วนนี้ไปแล้วทั้ง 100% และส่งผลกระทบต่อกำไรในปีนี้ด้วย แต่หากได้รับเงินชดเชยเขามาก็จะสามารถบันทึกเป็นกำไรได้ทันที

"ส่วนการประมูลถ่ายทอดบอลโลกถามว่าเราสนใจไหม เราก็สนใจอยู่ หากราคาสามารถทำใน Free TV ได้ เพราะเป็นกลยุทธ์ของเราอยู่แล้ว และเป็นกฏ Must Have ของกสทช.ด้วย ซึ่งมองว่าการแข่งขันในการประมูลของคู่แข่งเจ้าอื่นก็คงจะเป็นกลยุทธ์ที่จะทำใน Free TV ได้เหมือนกัน เราก็จะประมูลเท่าที่เราจะทำไหว  ก็ยังไม่รู้ว่าจะได้ลิขสิทธิ์หรือไม่ได้"นางพรพรรณ กล่าว

ส่วนกรณีที่นายสุรชัย เชษฐ์โชติศักดิ์ ประธานกรรมการ RS ได้เก็บหุ้น RS เมื่อวานนี้จำนวน 2 ล้านหุ้น มองว่าเป็นการซื้อหุ้นปกติและไม่มีนัยสำคัญใดๆ ซึ่งนายสุรชัย เชษฐ์ ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วน 39.66%