Look Ahead 2014 จุดเปลี่ยนโลกโฆษณา

   กระแสของดิจิตอลเทรนด์ที่เกิดขึ้น คงไม่มีใครปฏิเสธได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มของคนรุ่นใหม่ และเด็กวัยรุ่น  ซึ่งหากวัดจากอุปกรณ์ดีไวซ์ที่กำลังเติบโตและโดดเด่นที่สุด ในขณะนี้คงจะหนีไม่พ้นตลาดสมาร์ทโฟน หรือโมบายที่ได้กลายเป็นอวัยวะที่ 33 ของผู้คนไปแล้ว  altเมื่อพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภค ทำให้นักการตลาด และนักโฆษณาต้องทำงานหนักขึ้น  เนื่องจากความสนใจในสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในขณะนี้ มาเร็วและไปไวชนิดไล่ตามไม่ทันทีเดียว
    ล่าสุดแมคแคน ทรูธ เซ็นทรัล ได้เผยผลวิจัยเทรนด์ประจำปี เปิดมุมมองอนาคตของผู้บริโภคทั่วโลกที่น่าจับตามองในปี 2557 โดยสำรวจจากกลุ่มคนทั่วโลกที่มีอายุระหว่าง 18-30 ปี และเทรนด์องค์กรต่างๆ  ภายใต้หัวข้อ " Look Ahead 2014"  ถือเป็นการชี้ทิศทางคอนซูเมอร์เทรนด์ในอนาคต และกลยุทธ์การสื่อสารแบรนด์ที่จะเป็นจุดเปลี่ยนโลกโฆษณาปี 2557

 ++ ปี 57 ต้องใส่ใจ 5 แกนหลัก  
     นางสาววฤตดา  วรอาคม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านนวัตกรรม (ซีไอโอ) บริษัท แมคแคน เวิลด์กรุ๊ป ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า ในปีหน้าเทรนด์ผู้บริโภคจะมีความคาดหวังที่สูงขึ้นต่อแบรนด์อย่างเห็นได้ชัด การสื่อสารของแบรนด์จะเป็นเรื่องของการสร้างคุณค่าและความหมาย (Value) ไม่ใช่เพียงแต่ เน้นการป่าวประกาศ (Volume)อย่างที่เคยชินกันในการใช้สื่อดั้งเดิม โดยหัวใจสำคัญอยู่ที่การสร้างโซลูชันใหม่ๆที่มีประประโยชน์ต่อผู้บริโภค เพื่อจะก้าวล้ำคู่แข่งด้วยความรวดเร็วในการเข้าถึงเทรนด์และการตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาด
วฤตดา  วรอาคมวฤตดา วรอาคม     ขณะเดียวกันเทรนด์ผู้บริโภคในปีหน้า จะแบ่งเป็น 5 แกนหลักๆ ดังนี้ 1.เทคโนโลยีเปี่ยมอินไซด์ (Insightful Technology) 2.สร้างสรรค์ความหมายใหม่อย่างโซเชียล (Social Wisdom)  3.ภาคภูมิใจความเป็นคนเมือง (Urban Pride) 4) จริงใจแบบหมดเปลือก (Radical Honesty) และ 5.พลังมวลชนเพื่อความดี (Purposeful Movement) ซึ่งทั้ง 5 แกนข้างต้นยังสามารถแตกเป็น 10 คอนซูเมอร์เทรนด์  ได้แก่  1. BIG DATA WONDERLAND  ขุมทองของแบรนด์ในการคาดการณ์ความต้องการในอนาคตของผู้บริโภคด้วยการเรียนรู้จากพฤติกรรมในอดีตและตอบสนองได้อย่างเหนือคาด ตัวต่อตัว และทันท่วงที
     2. SCREENS ON STEROIDS  การกลับมาของเกมคอนโซลในตำนาน การเติบโตเทคโนโลยีสุดล้ำแบบสวมใส่ได้ (Wearable Technology) และการพัฒนาทุกอณูความเป็นโซเชียลของทีวี (Connected TV) ซึ่งล้วนมีผลเปลี่ยนรูปแบบประสบการณ์การรับสื่ออย่างชัดเจน 3.  NO PRICE TAG ด้วยกระแสไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ ผู้บริโภคต่างมองหา “คุณค่า” ในรูปแบบที่ไม่ถูกจำกัดด้วยเงิน รูปแบบของเงินตระกูลใหม่ในโลกดิจิตอล ก่อตัวขึ้นมากมาย เข้าข่ายเงินสร้างเองได้ โดยแบรนด์จะต้องหันมาเข้าถึงผู้บริโภคด้วยตระกูลเงินใหม่นี้ผ่านการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และคุณค่าที่เงินซื้อไม่ได้

 ++  โดนใจด้วยแบรนด์คอนเทนต์
     4. THE INTERPLAY OF TIME  การสร้างมาตรฐานใหม่ในการสื่อสารแบรนด์ ต้องให้ความสำคัญของลูกเล่นเรื่องเวลา ให้เข้าถึง “ขณะ” ที่ถูกที่ถูกสารถูกเวลาเพื่อเข้าถึงผู้บริโภคสมัยนี้ สมาธิในการจดจ่อที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่สั้นลง ความต้องการทุกอย่างตามเวลาจริง (real-time) 5. DAILY DOSE OF EMPATHY เทรนด์นี้ถือเป็นโอกาสที่ดีของแบรนด์ ในการแสดงน้ำใจเล็กๆน้อยผ่านแบรนด์สเปซ ช่วยคนเมืองใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบายขึ้น สงบปราศจากสิ่งรบเร้า และค้นหาสิ่งใหม่ๆ เผื่อการพักผ่อนหย่อนใจอย่างมีศิลปะ
     6. QUANTIFIED SOULในปี 2557 เทคโนโลยีตรวจวัดการพัฒนาด้านจิตวิญญาณและการใช้ชีวิตอย่างมีความหมายมาแรงขึ้นอีกขั้นในรูปแบบของแอพพลิเคชันช่วยให้ผู้บริโภคใช้ชีวิตดีขึ้นในชีวิตประจำวัน เปิดบทบาทใหม่ของแบรนด์ในการทำหน้าที่โค้ชชีวิตให้กับผู้บริโภค  7.  SHOW NOT TELL SPECTACULAR ในยุคดิจิตอลที่มีสารและข้อมูลมากมายมหาศาลในแต่ละวันทำให้ผู้บริโภคมักจะเลือกรับข้อมูลมาตัดสินด้วยตนเอง ในแง่การสื่อสารของแบรนด์ เมื่อความเคลือบแคลงน่าสงสัยกลายเป็นศัตรูต่อความไว้วางใจของผู้บริโภคจุดยืนในเรื่องของความจริงของแบรนด์จึงถูกนำมาทบทวนใหม่จากสิ่งที่เคยถูกนินทาจะกลายเป็นสิ่งที่ถูกตีแผ่ด้วยแบรนด์คอนเทนต์ เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคเห็นและเชื่อด้วยตัวเอง
     8. REAL-RAW-UNEDITED กลับสู่กระแสความเรียบง่ายของความจริงและเสน่ห์ในความไม่สมบูรณ์แบบที่บ่งบอกถึงความจริงใจ เข้าถึงได้ และให้ความสบายใจ 9. THE UN-SELFIE ERA กระแสเซล์ฟฟี่ เป็นการระบาดของความลุ่มหลงในตัวเอง ในปี 2557 นี้เราจะได้พบกับเทรนด์สวนกระแส จากการเอาใจตัวเองหันมาเป็นการใส่ใจคนอื่น สังคม และ คอมมิวนิตีใช้โซเชียลมีเดียในการผลักดันค่านิยมที่ดี และ
10. BRAND MANIFESTO ในยุคนี้ผู้บริโภคไม่มีเวลามาใส่ใจกับสารที่ไม่สร้างแรงบันดาลใจและการเล่าเรื่องที่ไม่น่าตื่นเต้น แบรนด์ยุคปัจจุบันหันมาสร้างพันธะสัญญาแก้ปัญหาสังคมอย่างเต็มตัว โดยสร้างแนวทางใหม่ๆในการทำธุรกิจเพื่อสร้างสรรค์สิ่งดีให้กับโลก เพื่อขยายขอบสปิริตดีเอ็นเอของแบรนด์และสร้างสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นกับผู้บริโภคที่มองหามากกว่าประโยชน์ของสินค้าและการสร้างภาพลักษณ์

++ แบรนด์ต้องมุ่งทำดี
     อีกทั้งตั้งแต่ปีนี้จนถึงปีหน้าสิ่งที่ดิจิตอลจะเปลี่ยนมุมมองของผู้บริโภคอย่างเห็นได้ชัด นั่นคือ การรับรู้ถึงเวลา  โดยสมาธิในการจดจ่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งจะสั้นลง และมีความต้องการทุกอย่างตามเวลาจริง ถือเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ในการสื่อสารแบรนด์ ที่ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องเวลา ให้เข้าถึง โดยถูกที่ถูกสารถูกเวลาเพื่อเข้าถึงผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน
     ขณะเดียวกันในปัจจุบันจากความเครียดของสังคมเมือง จะผลักดันให้คนเมืองเริ่มมองหา ความเข้าใจ ความเห็นอกเห็นใจ และความเป็นมนุษย์ เพื่อให้สังคมเมืองน่าอยู่ ซึ่งจะเป็นในยุคที่ความใจดีเป็นเรื่องน่าประหลาดใจ เทรนด์นี้ถือเป็นโอกาสที่ดีของแบรนด์ ในการแสดงน้ำใจเล็กๆน้อยผ่านแบรนด์สเปซ ช่วยคนเมืองใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบายขึ้น สงบปราศจากสิ่งรบเร้า และค้นหาสิ่งใหม่ๆ
     ในปีนี้หลายคนคงต้องยอมรับว่ากระแสเซล์ฟฟี่ หรือการระบาดความลุ่มหลงในตัวเองเกิดขึ้นมาก แต่ในปีหน้าเทรนด์ดังกล่าวจะสวนกระแส  โดยจากเดิมที่จะให้ความสนใจกับตนเองก็จะเปลี่ยนหันมาใส่ใจกับคนอื่น สังคม มากขึ้นโดยใช้โซเชียลมีเดียผลักดันค่านิยมที่ดีและสร้างความหมายต่างๆ อาทิ การช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส การรณรงค์เพื่อปัญหาสังคมด้านใดด้านหนึ่ง การสร้างกระแสต่อต้านวัฒนธรรมด้านลบจากสื่อดิจิตอล ซึ่งแบรนด์จะต้องเป็นพลังขับเคลื่อนใหญ่ในการสร้างสรรค์ให้ผู้บริโภคได้ออกมาแสดงออกถึงสิ่งที่ตัวเองใส่ใจสำหรับสังคมและคอมมิวนิตี
    อีกทั้งเมื่อเทียบค่าใช้จ่ายโฆษณาช่องทางสื่อต่างๆ ทั่วโลกในปี 2548 และปี 2556 สัดส่วนต่างๆมีการเปลี่ยนไป เช่น สื่อทีวี จากเดิมในปี 2548 มีสัดส่วนอยู่ที่ 36.8% ปัจจุบันอยู่ที่ 40.2% , สื่อออนไลน์หรืออินเตอร์เน็ต จากเดิมมีสัดส่วนอยู่ที่ 5.6%  ปัจจุบันมีสัดส่วนอยู่ที่ 20.6% ,สื่อนอกบ้าน จากเดิมมีสัดส่วนอยู่ที่ 6.6% ปัจจุบันเป็น 6.9% ,สื่อโรงภาพยนตร์ จากเดิมมีสัดส่วนอยู่ที่ 0.4% ปัจจุบันเป็น 0.5% ขณะที่สื่อ หนังสือพิมพ์ จากเดิมมีสัดส่วนอยู่ที่ 29.1% ปัจจุบันเหลือเพียง 17% ,สื่อนิตยสาร จากเดิมมีสัดส่วนอยู่ที่13.1% ปัจจุบันเหลือเพียง 7.9% และสื่อวิทยุ จากเดิมมีสัดส่วนอยู่ที่ 8.4% ปัจจุบันเหลือเพียง 6.9% เท่านั้น
     ในยุคที่เปลี่ยนไปเมื่อเทคโนโลยีเริ่มมีบทบาทมากขึ้น  ส่งผลให้ผู้คนใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบขึ้น แต่ไม่ว่าสื่อดิจิตอลจะรวดเร็วและสะดวกสบายมากอย่างไร ยังไงสื่อนี้ก็ยังมีทั้งคุณประโยชน์และโทษ

ที่มา: หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ