'ชัยประนิน' รับคนรุ่นใหม่ วอนรัฐหนุนสู้เอเยนซีนอก

    ชี้อุตสาหกรรมโฆษณาส่งสัญญาณคึกคัก  ยักษ์ข้ามชาติจ่อผนึกเอเยนซีไทยเพิ่มหวังใช้ไทยเป็นฐานขยายตลาดเออีซี  วอนภาครัฐเร่งหามาตรการหนุนธุรกิจแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน
    ขณะที่แผนการบริหารงานบริษัทเตรียมปรับสัดส่วนเน้นการครีเอทีฟมากขึ้นกว่า 70% เผยบิลลิ่งโฆษณาโต 2% ไม่น่าห่วง มั่นใจเศรษฐกิจไทยพื้นฐานดี
    ชัยประนิน วิสุทธิผลชัยประนิน วิสุทธิผล    นายชัยประนิน วิสุทธิผล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทีบีดับบลิวเอ (ประเทศไทย) จำกัด และอดีตนายกสมาคมโฆษณาธุรกิจแห่งประเทศไทย  เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า  ปัจจุบันเอเยนซีโฆษณาหันมาให้ความสนใจกับการคิดกลยุทธ์ การสร้างแบรนด์มากขึ้น  ขณะที่การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน สร้างความตื่นตัวให้กับบริษัทโฆษณาในหลายประเทศ  โดยในช่วงที่ผ่านมาจะเห็นว่าเริ่มมีบริษัทข้ามชาติผนึกกับเอเยนซีไทย  แต่ปรากฏการณ์นี้เป็นปกติที่ทำกันมาอย่างต่อเนื่อง  ทั้งนี้แนวโน้มปีหน้าอาจจะมีเอเยนซีจับมือกันเพิ่มขึ้น  ขณะเดียวกันมองว่ายุคนี้เป็นยุคครีเอทีฟ  และการที่จะสอดแทรกโฆษณาเข้าถึงผู้บริโภคได้ต้องอาศัยปัจจัยหลายด้าน  เช่นการจับมือกับบริษัทที่มีความเฉพาะด้าน  หรือเปิดรับเด็กรุ่นใหม่เข้ามาทำงานด้านสื่อดิจิตอลมากขึ้น
    อย่างไรก็ดีระยะเวลาอีก 2 ปีข้างหน้ากับการเกิดเออีซี  บริษัทเอเยนซีโฆษณาค่อนข้างเชื่อมั่นว่าโฆษณาประเทศไทยจะเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน  เพราะที่ผ่านมาโฆษณาไทยก็อยู่ในอันดับต้นๆ ของระดับโลก  แต่สิ่งที่น่ากังวลสำหรับคนไทยคือด้านภาษา  แม้จะมีความคิดสร้างสรรค์หรือผลงานเด่นแค่ไหน  แต่หากติดขัดด้านภาษาย่อมส่งผลอุปสรรคด้านการทำงานอย่างแน่นอน  อีกทั้งในช่วงที่ผ่านมากฎหมายในประเทศไทยได้กำหนดข้อบังคับนักลงทุนต่างชาติที่จะเข้ามาทำงานหรือมีธุรกิจในประเทศไทย  จะต้องจ่ายเงินทุนจดทะเบียน  2 ล้านบาทต่อคน
    พร้อมทั้งหากเออีซีเปิดเมื่อไรก็จะมีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาบ้านเรามากขึ้น  รวมทั้งคนไทยก็จะไปทำงานต่างประเทศเช่นกัน  ซึ่งสิ่งที่ภาครัฐควรกำหนดหลังจากนี้คือเรื่องกฎหมายต่างๆ  ที่ควรทำให้ทั้ง 10 ประเทศเหมือนกัน  เช่น  ข้อกำหนดในการใช้จ่ายสำหรับจดทะเบียน  หรือ ค่าธรรมเนียมต่างๆ เป็นต้น  เพราะหากไม่กำหนดการเปิดเออีซีขึ้นมาย่อมไม่มีความหมาย
    "การควบรวมกิจการของบริษัทเอเยนซี ผมมองว่าเป็นเรื่องปกติ ย้อนไปเมื่อ 10-20 ปีก่อนก็เคยเกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน  ทั้งนี้การควบรวมบริษัทไม่ใช่จะสามารถทำได้ง่ายและเกิดขึ้นมาอย่างรวดเร็วเพราะต้องอาศัยจังหวะหลายด้าน  ขณะเดียวกันอยากให้มองว่าวงการโฆษณาไม่ได้ทำงานด้านเดียว แต่งานโฆษณาต้องทำได้หลายอย่างและครอบคลุม  อีกทั้งต้องอาศัยบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพราะปัจจุบันผู้บริโภคมีทางเลือกการรับสื่อมากขึ้น"
    อีกทั้งต้องรอดูภาพรวมของตลาดสินค้าอุปโภค บริโภคต่างๆ หลังจากนี้ ว่าจะมีนักธุรกิจต่างชาติเข้ามาในประเทศไทยอีกจำนวนมากพอสมควร  เพราะนักลงทุนที่จะเข้ามา หากอยู่ในแถบอาเซียน และเอเชีย จะมีความได้เปรียบเพราะมีความคล่องตัวมากกว่า
    สำหรับภาพรวมของบริษัทในขณะนี้ยังเติบโตตามเป้าหมายที่วางไว้   ส่วนแผนงานในปีหน้า บริษัทจะมุ่งเน้นสื่อดิจิตอลมากขึ้น  อีกทั้งต้องมุ่งเน้นการทำงานแต่ละแผนกให้มีความเป็นมืออาชีพเฉพาะด้าน เช่น  ด้านการสร้างแบรนด์  การคิดกลยุทธ์  และทีมงานด้านครีเอทีฟ เป็นต้น  หลังจากที่บริษัทปรับโครงสร้างการทำงานใหม่แล้ว ต่อไปบริษัทจะเริ่มสร้างเด็กรุ่นใหม่เข้ามาเพื่อรองรับกับความต้องการของตลาดและรับมือกับผู้บริโภครุ่นใหม่
    ขณะที่รูปแบบการบริหารงานโฆษณาจะต้องเปลี่ยนไป  จากเดิมที่เคยจ่ายค่าสื่อประมาณ 70%  และค่าครีเอทีฟ(ความคิดสร้างสรรค์) 30%  ต่อไปสัดส่วนจะปรับเปลี่ยนเป็น ค่าสื่อ 30%  และค่าครีเอทีฟ 70%
    "ครึ่งปีแรกบริษัทเติบโตตามเป้าหมายที่วางไว้  ซึ่งรายได้หลักของบริษัทมาจากด้านมีเดียเป็นหลัก  ขณะที่รายได้จากการคิดกลยุทธ์ และดิจิตอลตามมา  ส่วนภาพรวมเม็ดเงินโฆษณาเติบโตประมาณ 2% เท่านั้น  ทั้งนี้อาจจะมาจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจในประเทศและต่างประเทศ  การเมือง  เป็นต้น ขณะเดียวกันบริษัทมองว่าไม่น่ากังวล  เพราะในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาตัวเลขเม็ดเงินโฆษณาก็เติบโตด้วยตัวเลข 2 หลักมานานพอสมควร  อีกทั้งพื้นฐานเศรษฐกิจไทยก็ยังดีอยู่ นอกจากนี้บริษัทมีการยอมรับว่าตัวเลขการเติบโตของจีดีพีที่คาดการณ์กันว่าจะเติบโต 5% อาจจะมีผลบ้างกับวงการโฆษณาไทย  แต่ไม่ใช่ทั้งหมด"

ที่มา: หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ