“กูเกิล” ย้ำเทรนด์ “ดิจิทัลมีเดีย” ธุรกิจขยับโกออนไลน์เพิ่มโอกาส

   สื่อดิจิทัลมีความสำคัญเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สังเกตได้จากยอดผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยที่เพิ่มขึ้นเป็น 24 ล้านคนเมื่อปีที่ผ่านมา บ่งชี้ให้เห็นว่าความสนใจในการการเสพสื่อของคนไทยเริ่มหันเหมาสู่สื่อชนิดนี้ ทำให้นักการตลาดไทยหันมาสนใจสื่อดิจิทัลมากขึ้นเป็นเงาตามตัว บริษัทเสิร์ชเอ็นจิ้นยักษ์ใหญ่ที่เชี่ยวชาญด้านการตลาดผ่านสื่อดิจิทัลในปัจจุบันคงหนีไม่พ้น "กูเกิล"

"อริยะ พนมยงค์" หัวหน้าฝ่ายธุรกิจ "กูเกิล" ประเทศไทย พูดถึงการใช้งานสื่อดิจิทัลด้านการตลาดขององค์กรในประเทศไทยว่า ข้อมูลจาก DAAT (สมาคมโฆษณาดิจิทัล ประเทศไทย) ระบุว่า ปีที่ผ่านมาสัดส่วนงบประมาณการตลาดที่ใช้กับสื่อดิจิทัลอยู่ที่ 3% จากทั้งหมด เติบโตกว่า 200% หากเทียบกับ 18 เดือนที่แล้วที่มีสัดส่วนเพียง 1% และในปีนี้อุปกรณ์โทรศัพท์มือถือมาแรงจากการเปิดบริการ 3G ของโอเปอเรเตอร์ จะทำให้การใช้งบประมาณการตลาดสำหรับสื่อดิจิทัลเติบโตสูงขึ้นอีก จนเป็นไปได้ว่าจะเพิ่มเป็น 5%

กลุ่มองค์กรธุรกิจที่ค่อนข้างให้ความสำคัญกับการใช้สื่อดิจิทัล ได้แก่ อุตสาหกรรมท่องเที่ยว ใช้สื่อดิจิทัลมานานแล้ว ส่วนใหญ่เป็นองค์กรด้านสายการบินหรือธุรกิจนำเที่ยวซึ่งต้องเข้าถึงลูกค้าจากทั่วโลก ทำให้ต้องใช้สื่อการตลาดแบบออนไลน์ 100% องค์กรที่มีสินค้าหรือบริการด้านเทคโนโลยี เนื่องจากตลาดมีการแข่งขันสูง ธุรกิจปรับตัวอย่างรวดเร็ว ทั้งนักการตลาดคุ้นเคยกับการปรับตัวรับสิ่งใหม่ ๆ และภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ เพราะรถยนต์มีราคาสูง สื่อโฆษณาทั่วไปอย่างเดียวไม่สามารถกระตุ้นให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อได้ และต้องใช้เวลาในการตัดสินใจซื้อประมาณ 3-4 เดือน จำเป็นต้องพึ่งพาสื่อดิจิทัลเพื่อหาข้อมูล

อีกกลุ่มอุตสาหกรรมที่หันมาใช้สื่อดิจิทัลมากขึ้น เพราะเริ่มรู้วิธีเข้าถึงผู้บริโภค คือกลุ่มสินค้าอุปโภคและบริโภค

"องค์กรในไทยยังใช้สื่อดิจิทัลป็นป้ายดิสเพลย์โฆษณาบนอินเทอร์เน็ต 60% ขณะที่สื่อโฆษณาประเภทวิดีโอออนไลน์ได้รับความนิยมมากขึ้นในไทย เพราะใช้งานสะดวก แต่องค์กรที่ทำการตลาดด้วยสื่อประเภทนี้มีจำนวนน้อย เพราะนักการตลาดยังไม่เปิดใจ ทั้งผู้บริโภคมักใช้

เสิร์ชเอ็นจิ้นเป็นประตูทางเข้าในการหาข้อมูลต่าง ๆ อยู่แล้ว แต่องค์กรในประเทศไทยยังไม่นิยมลงโฆษณาผ่านช่องทางนี้"

ปัจจุบันคนไทยบริโภคสื่อจากอุปกรณ์ที่มีหน้าจอ ได้แก่ โทรทัศน์, คอมพิวเตอร์พีซี, สมาร์ทโฟน และแท็บเลต กว่า 82% คิดเป็นเวลา 9.8 ชั่วโมงต่อวัน อีก 18% บริโภคสื่อผ่านวิทยุและสื่อสิ่งพิมพ์ โดยสื่อการตลาดในอุปกรณ์ที่มีหน้าจอแต่ละรูปแบบมีบทบาทกับผู้บริโภคแตกต่างกันไป

กล่าวคือ สื่อโทรทัศน์กระตุ้นความสนใจให้ผู้บริโภคอยากได้และไปค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม ขณะที่สื่อบนพีซีเหมาะกับการให้ข้อมูลผู้บริโภคอย่างเต็มที่หรือการทำอีคอมเมิร์ซ เพราะมีความยุ่งยากในการเปิดใช้งาน

ส่วนสื่อบนแท็บเลตทำให้นักการตลาดมีเวลาสื่อสารกับผู้บริโภคได้นานพอสมควร สำหรับบนสมาร์ทโฟนมีข้อดีที่อยู่ติดตัว

ผู้บริโภคตลอดเวลา ซึ่งผู้บริโภคใช้สมาร์ทโฟนค้นหาข้อมูลในทันทีที่ต้องการรู้ และใช้งานบ่อย ๆ เพียงแต่ระยะเวลาการใช้งานแต่ละครั้งจะไม่นานนัก

"ผู้บริโภคสื่อดิจิทัลในประเทศไทยใช้เวลาเฉลี่ยบนอินเทอร์เน็ต 16.36 นาทีต่อสัปดาห์ มากกว่าเวลาเฉลี่ยการใช้โทรทัศน์ซึ่งอยู่ที่ 10.56 นาทีต่อสัปดาห์ นอกจากนี้ปริมาณผู้ที่ใช้อินเทอร์เน็ตผ่านมือถือยังมีอัตราการเติบโตถึง 40% ในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา ปีนี้โอเปอเรเตอร์คาดการณ์ว่าจะมีผู้บริโภค 30-35 ล้านคนที่ใช้อินเทอร์เน็ตผ่านเครือข่าย 3G และภายในปี 2559 จะเพิ่มเป็น 42 ล้านคน"

"อริยะ" ย้ำด้วยว่า สื่อดิจิทัลจะไม่ได้มาแทนที่สื่อพื้นฐานทั่วไป แต่มาเสริมกัน และเกิดการใช้งานแบบสอดคล้องคู่กันไปมากกว่า

"สิทธิโชค นพชินบุตร" ผู้อำนวยการ ธุรกิจโทรคมนาคม บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด กล่าวว่า ซัมซุงเริ่มทำการตลาดผ่านสื่อดิจิทัลอย่างจริงจังเมื่อ 3 ปีที่แล้ว เนื่องจากพบว่าลูกค้าส่วนใหญ่นิยมใช้เว็บไซต์เสิร์ชเอ็นจิ้นเป็นเครื่องมือหลักในการค้นหาข้อมูลสินค้า โดยสื่อโทรทัศน์เป็นการสื่อสารทางเดียวกับผู้บริโภค

ขณะที่สื่อดิจิทัลมีปฏิสัมพันธ์กับผู้บริโภคได้มากกว่า ซึ่งกลุ่มผู้บริโภคที่รับสื่อดิจิทัลเป็นกลุ่มแมสที่มีกำลังซื้อและมีการศึกษา แต่ยังเจาะไปไม่ถึงผู้บริโภคระดับรากหญ้า

"ปีนี้ซัมซุงจะเพิ่มงบประมาณตลาดสำหรับใช้กับสื่อดิจิทัลเป็นเท่าตัวหากเทียบกับปีที่ผ่านมา มีทั้งการใช้ลงสื่อทั่วไป และทำโปรดักชั่นผลิตสื่อรูปแบบต่าง ๆ แต่ไม่ได้ลดการใช้สื่อการตลาดแบบเก่าเพียงแต่เพิ่มงบประมาณสำหรับสื่อใหม่ เรากำลังรอให้โอเปอเรเตอร์เปิด 3G เต็มที่ เพราะจะทำให้พื้นที่การใช้ดาต้าครอบคลุมทั่วประเทศ"

หลังใช้สื่อดิจิทัล "ซัมซุง" พบว่าผู้บริโภคเข้ามามีส่วนร่วมกับแบรนด์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเข้ามาติดตามทางเฟซบุ๊กหรือ ทวิตเตอร์ ส่วนผู้ที่มาซื้อสินค้าก็ได้รับข้อมูลจากสื่อออนไลน์มากขึ้น

"การวัดผลสื่อดิจิทัล เราพบว่ายังสามารถใช้วิธีดูว่างบประมาณการตลาดที่ลงทุนไปทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นได้แค่ไหน สิ่งที่ควรระวังคือไม่ได้ช่วยเรื่องประหยัดค่าใช้จ่าย หากทำสื่อออกมาไม่ดีก็จะไม่มีคนดู อีกทั้งองค์กรที่ทำการตลาดผ่านสื่อดิจิทัลควรให้ความสำคัญกับการทำแบนเนอร์โฆษณาในรูปแบบภาพเคลื่อนไหว เพราะมีประสิทธิภาพด้านการตลาดดีกว่าแบนเนอร์ภาพนิ่งถึง 4 เท่า"

ที่มา: ประชาชาติธุรกิจออนไลน์